CO.CC:Free Domain

ฟังธรรมะวันละนิดจิตแจ่มใส

Copyright 2008 ขออนุโมทนาบุญแด่ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรรมครั้งนี้ www.paramattha.com Thailand รับชมได้ดีในระบบADSL

"The happiness Club"

ท่านเห็นรายการต่างๆแล้วสามารถรับฟังได้นอกจากการถ่ายทอดสดจากสถานีเพียงคลิกเลือกแต่ควรปิดเสียง

การถ่ายทอดชั่วขณะจึงจะสามารถฟังเสียงสวดมนต์หรือเพลงที่อยากฟังได้ด้วยตัวท่านเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

การเจริญสติปัฏฐานสูตร

อันข้าพเจ้า(คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ "สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุกัมมาสธัมมะ ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย" ดังนี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลรับพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระเจ้าข้า" ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึ่งตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก(เป็นที่ไปของบุคคลผู้เดียว เป็นที่ไปในที่แห่งเดียว)เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลายเพื่อความก้าวล่วง ซึ่งความโศกและความร่ำไร เพื่ออัสดงค์ดับไปแห่งความทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม(ธรรมที่ควรรู้ ธรรมที่ถูก คืออริยมรรค เพื่อกระทำให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐาน(ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) 4 อย่าง สติปัฏฐาน 4 อย่างคืออะไรบ้าง " "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห้นกายในกายเนืองๆอยู่ มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส(ความยินดียินร้าย)ในโลกเสียให้พินาศ เธอย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่ มีความเพียรให้กิเลสเร่ร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส(ความยินดียินร้าย)ในโลกเสียให้พินาศ เธอย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆอยู่ มีความเพียรให้กิเลสเร่ร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส(ความยินดียินร้าย)ในโลกเสียให้พินาศ เธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่ มีความเพียรให้กิเลสเร่ร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส(ความยินดียินร้าย)ในโลกเสียให้พินาศ เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆอยู่ มีความเพียรให้กิเลสเร่ร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงนำอภิชฌาและโทมนัส(ความยินดียินร้าย)ในโลกเสียให้พินาศฯ.........ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่นี้อย่างนั้น ตลอด ๗ ปี..........ตลอด ๗ วัน ผู้นั้น พึงหวังผลทั้ง ๒ ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้ ๑ หรือเมื่ออุปาทิ(คือสัญโยชน์)ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ดูก่อนภิกษุืทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและร่ำไร เพื่ออัศดงค์ดับไปแห่้งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ อย่าง ด้วยประการฉะนี้ คำอันใดที่กล่าวแล้วอย่างนี้ คำอันนั้นที่อาศัยทางสายเอก(คือสติปัฎฐาน ๔)นี้กล้าวแล้วด้วยประการฉะนี้" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีเพลิดเพลินนักซึ่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.(จบมหาสติปัฎฐานสูตร)

ขอเสนอแนะวิธีที่ปฏิบัติง่ายๆ ได้ผลเร็วดังนี้

๑.ขั้นตอนการเดินจงกรม ได้แก่การพิจารณาอริยาบทยืน โดยกำหนดอาการยืนทั้งตัวว่ายืนหนอ เมื่อย่างเท้าซ้ายเดินก้กำหนดรู้และกำหนดว่าซ้ายย่างหนอ เมื่อเปลี่ยนเป็นก้าวเท้าขวาก็กำหนดรู้ว่าขวาย่างหนอ เมื่อหยุดตามระยะทางที่กำหนดไว้ก็กำหนดรู้ว่าหยุดหนอ ยืนหนอ กลับหลังหนอ ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไปจนกว่าจะหมดเวลาที่ตั้งใจไว้ (ถ้ากำนดตามธรรมชาติ ก็คือการฝึกกำหนดรู้ทุกอิริยาบทในชีวิตประจำวันหนอ เป็นการพัฒนาสติให้มีกำลังมากขึ้น จึงจะสามารถรู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้ได้ในที่สุด ก็จะเป็นมหาสติ)

๒.ขั้นตอนการนั่งเจริญสติ ได้แก่การพิจารณาอิริยาบทนั่ง โดยควบไปกับอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออก เช่นลมหายใจเข้าออกสั้นหรือยาว หยาบหรือละเอียด ฯ คือรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกองลมหายใจ นั่นเอง กำหนดให้เป็นปัจุบันธรรม ถ้าเวทนาเด่นชัดกำหนดเวทนาเป็้นอารมณ์ ถ้าปัจจุบันธรรมใด(กายเวทนาจิตธรรม)ชัดเจนก็พิจารณาสิ่งนั้น แล้วแต่จริตของแต่ละคน กองลมสามารถพิจารณาได้ดีทุกจริต เป้นอารมณ์กว้าง

๓.การส่งอารมณ์ เมื่อพิจารณาจากการเดินจงกรมและการเจริญสติไประยะหนึ่ง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือต้องอาศัยกัลยาณมิตร(ผู้รู้จริงหรือรู้สูตรสำคัญสามารถที่จะบอกทางถูกได้)ที่จะทำการแก้ไข ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้บรรลุธรรมเบั้ืองสูงยิ่งขึ้น และควรมีกำหนดเวลาชัดเจนในเบื้องต้น อธิษฐานเวลาอย่างไรก็รักษาสัจจะเอาไว้ให้มั่นคง (อย่านึกเลิกก็เลิกนึกทำก็ทำ จะเคยตัวได้ผลน้อย) บางขณะอาจเกิดสมาธิมาก หรือมีความเพียรมาก หรือมีสัทธามาก หรือมีปัญญามาก ทั้งสี่อย่างนี้ อาจเกิดปัญหาได้ ควรปรับตัวที่น้อยให้มากจนได้สมดุลย์กัน ส่วนสตินั้นยิ่งมากยิ่งดี เมื่ออินทรีย์ ๕ สมบูรณ์ก็จะเข้าสู่อริยมรรคสมังคี ก้าวพ้นโคตรปุถุชนสู่อริยชนในที่สุด.......(รายละเอียดมหาสติปัฏฐา่นสูตร หาดูได้จากพระไตรปิฏก หรือหนังสือสวดมนต์แปล ของพระศาสนโศภน วัดมกุฏกษัตริิยาราม กรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย รวบรวมและแปลไว้อย่างน่าสนใจ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิถีไทย-วิถีพุทธ

เรือนไทยวิถีไทย

 

กลอนเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง คือ เพียงพอ ไม่ต้องง้อให้ต่างชาติมาเกื้อหนุน สร้างชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อค้ำจุน กันนายทุนต่างชาติมายึดครอง หนึ่ง ต้องประกอบสัมมาอาชีพ ( Right Livelihood ) ไม่เร่งรีบทำด้วยใจไม่ผยอง ทำเป็นสุข สุขเพราะทำไม่ลำพอง ไม่สนองกิเลสเหตุทุกข์ตรม สอง ต้องไม่ตามก้นฝรั่ง ให้เขานั่งก่นว่าด่าเสียงขรม จะเรียกเราด้อยพัฒนาอย่าระทม จี ดี พี ไม่น่าชมอย่าเสียใจ สาม อัตหิอัตโนนาโถ พึ่งตัวเองนั้นโก้กว่าไหน ๆ ดับบลิว ที โอ เอฟทีเอ สนทำไม เรามีกินมีใช้ไม่แคร์ สี่ ใช้เทคโนโลยีขนาดกลาง ช่วยแผ้วถางให้เจริญได้ไม่อดสู ช่วยผ่อนแรง ซ่อมง่าย ใครก็รู้ ใช่มีอยู่เพื่อทำลายศักดิ์ศรีคน ห้า ต้องเสริมชุมชนให้เข็มแข็ง ไม่ขายแรงตามโรงงานทั่วทุกหน ต้องทิ้งลูกทิ้งถิ่นฐานแสนทุกข์ทน ขายตัวตน ขายศักดิ์ศรี ขายครอบครัว หก จงพอใจอยู่ในความสันโดษ ไม่ลิงโลดวิ่งพล่านทำความชั่ว เพียงให้ได้ทรัพย์สินมาอย่างเมามัว อย่าคิดชั่วค่อยๆรวยช่วยกันทำ เจ็ด อย่าเกี่ยวข้องกับหนี้ทุกระบบ มันจะขบจะเคี้ยวจะขย้ำ เป็นหนี้เขาครอบครัวเราต้องระกำ ขยันทำประหยัดไว้ได้ดีเอง แปด “ อปมาโห อมตตัง ปทัง” จงหยุดยั้งในความประมาททั้งหลาย กู้ร้อยล้านไม่มีใช้หนี้ฆ่าตัวตาย ทุกข์ฉิบหายเดือดร้อนลูกเดือนร้อนเมีย เก้า ไม่หลงใหลในกระแสบริโภค (มัตตัญญุตา = รู้จักประมาณตน) วัฒนธรรมตะวันตกพาเสื่อมเสีย เดี๋ยวหลุยส์วิตตอง ปราด้า เดี๋ยวโนเกีย ยอมขายตัวให้เสี่ยเพื่อได้มา สิบควรจะประพฤติตนในทางชอบ ดำเนินชีวิตตามกรอบศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลามที่สอนมา มีคุณค่าพาจิตใจให้ร่มเย็น

เมืองไทยเรานั้นแสนดีหนักหนา วัฒนธรรมล้ำค่าเราโดดเด่น มีกษัตรานำประชาพ้นลำเค็ญ พระทรงเป็นพ่อหลวงของปวงไทย. พระองค์ทรงห่วงใยประชาราษฎร์ ทรงปกป้องธรรมชาติ น้ำ ป่าใหญ่ พัฒนาแบบยั่งยืนผืนดินไทย ให้ลูกหลานได้อาศัยไม่อดตาย จงตื่นเถิดพี่น้องผองเพื่อนไทย อย่าหลับไหลเร่งแก้ไขก่อนจะสาย รีบทำตามพระราชดำริสิสบาย อย่าทำลายไทยด้วยวัตถุนิยม จักรวรรดินิยมอย่าชมชื่น หน้าระรื่นแต่กล้ำกลืนความขื่นขม เหลือแต่หนี้และโรคภัยให้ระทม เพราะหลงลมซาตานมารแสนเลว ขอผองไทยจงเป็นไทให้เร็วเถิด ชาติจะเกิดความสุขล้นพ้นหุบเหว มาเถิดหนามาร่วมมือกันโดยเร็ว รีบจุดเปลวเทียนศรัธทราฝ่าคลื่นเอย. เปรมฤดี แซ่โค้ว (ผู้ประพันธ์)

ชายชราทั้งสาม

ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คน นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครเธอพูดกับเขาว่า 'ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณแต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลยโปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ ' ' สามีของเธออยู่ในบ้านไหม 'เขาถาม ' ไม่ ' เธอตอบ ' เขาออกไปข้างนอก ' ' ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก 'เขาตอบในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกับมาบ้าน เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ' ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด 'เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน ' เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก 'เขาตอบ ' ทำไมล่ะ 'เธอถามชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า ' เขาชื่อ ความมั่งคั่ง 'เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า ' เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก 'เขากล่าวต่อไปว่า ' บัดนี้จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ 'เธอกลับเข้ามาข้างในและบอกกับสามีของ เธอ สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก ' วิเศษจริงๆ ' เขากล่าว ' เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ' ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย ' ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ ' ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษา จากมุมหนึ่งของบ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า ' จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง! ' ' เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ 'สามีกล่าวกับภรรยา ' ออกไปข้างนอกและเชิญความรัก เข้ามาเป็นแขกของเราเถอะ ' ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า ' ใครคือความรัก โปรดเข้ามา และเป็นแขกของเราเถอะ 'ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า ' ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ ' ชายชราตอบพร้อมกันว่า ' ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก แต่เมื่อคุณ เชิญความรัก ที่!ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา ที่ใดมีความรัก ที่ี่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ ' คุณมีตัวเลือก 2 ข้อคือ 1. ปิดมันเสีย    2. เชิญความรักโดยแบ่งปันเรื่องนี้กับทุกคนที่รัก ( อย่าเอาความมั่งคั่ง , สำเร็จในการงาน โดยไม่คำนึงถึงความรักต่อเพื่อนร่วมงาน , สังคม และครอบครัว)