CO.CC:Free Domain

ฟังธรรมะวันละนิดจิตแจ่มใส

Copyright 2008 ขออนุโมทนาบุญแด่ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรรมครั้งนี้ www.paramattha.com Thailand รับชมได้ดีในระบบADSL

 

สนใจการปฏิบัติธรรมวิปัสสนาสถานอุทัยทอง วัดปากอ่าง(อุทัยทอง) คลิกที่รูปพระมหาสติปัฎฐานสูตร ร่วมบริจาคเงินที่ ธนาคารธนชาติ สาขากำแพงเพชร เลขที่บัญชี 526-200980-8 ชื่อบัญชี วัดปากอ่าง(เจดีย์) ประเภทบัญชี สะสมทรัพย์ ติดต่อได้โดยตรง พระอธิการสมบัติ คุณะวันโต เจ้าอาวาส ติดต่อโทร. 086-4413371 แม่ชี่ไน้ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ติดต่อโทร.087-8429980

ขอเชิญร่วมอนุโมทนา

วันที่ 9-11 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา นักศึกษาจาก มรภ.กพ. วิชาเอกสาธารณสุขชุมชน จำนวน 22 คน เข้าปฏิบัติเจริญสติภาวนาเรียบร้อยแล้ว ขอได้โปรดร่วมอนุโมทนา ในความดีงามทเพิ่มขึ้นแล้วในโลกนี้ ความดีที่เพิ่มขึ้นย่อมระงับดับร้อนให้แก่โลกที่กำลังสันนิวาสด้วยกองเพลิงอันมีราคะ โทสะ โมหะ เผาผลาญอยู่เป็นนิจ ได้รับการชื่นชมว่าู้ปฏิบัติได้อย่างน่าชื่นชมเป็นพิเศษ รายละเอียด...คลิกที่รูปมหาสติ ต้องการบริจาคเงิน เข้ากองทุนส่งเสริมการปฏิบัติธรรมเจริญสติภาวนา ติดต่อผ่านคุณปรมัตถ์ วิมานสาร ขณะนี้มีอีกหลายกลุ่มที่ติดต่อเข้ามา เราสามารถรับได้เพียงรุ่นละ สามสิบคนเท่านั้น

การปกครองแบบไทย

โลกที่จัดอย่างไรก็ไมมีวันเสร็จ และไม่สามารถเป็นไปตามความต้องการของใครในโลกได้เลย เราเพียงสามารถจัดการกับอกุศลมูลในตัวเราได้เพียงคนเดียว เท่ากับดับความทุกข์ของโลกเสียได้ส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อคนที่ไม่เข้าไปแก่งแย่งด้วยราคะ โทสะ โมหะ ลดจำนวนไปคนหนึ่ง โลกย่อมเย็นลง สงบสุขสันติแท้ด้วยตัวเราขออุปมาตามคำของแม่ชีไน้์ วัดปากอ่าง(อุทัยทอง)"โลกนี้จัดอย่างไรก็ไม่เสริจ ไม่จัดก็ไม่เสร็จ" ปัญหาการปกครองสังคมปกครองประเทศที่น่าคิดมาก เราไม่ได้ผู้ปกครองที่มีศีล ส่วนใหญ่ได้แต่ทุศีลมากไปด้วย เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่อยากมาปกครองดูแลส่วนรวมหรือสังคมหรือประเทศ พุทธศาสนาจึงกำหนดคุณธรรมของผู้ปกครองทุกระดับว่าผู้ปกครองจึงต้องมีคุณธรรมพิเศษ ได้แก่ ทศพิธราชธรรม เป็นต้น

ติดต่อเราได้ที่

นายปรมัตถ์ วิมานสาร น.ธ.ตรี

ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนไตรตรึงษ์

เลขที่ ๑๕๓ หมู่ ๒ ต.ไตรตรึงษ์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ๖๒๑๖๐

Mobile Phone: 086-4404496 และ 080-6666192

วิธีละอาสวะ ๗ ประการ

ปัญหา เท่าที่ได้สดับมานั้น เราจะละอาสวะได้โดยอาศัยการปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญาอย่างเคร่งครัดเท่านั้น มีวิธีใดอีกบ้างหรือไม่ที่เราจะละอาสวะได้ ?
พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นมีอยู่ ที่จะพึงละได้เพราะการสังวรก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการเว้นรอบก็มี ที่จะพึงละได้เพราะความอดกลั้นก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการบรรเทาก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการอบรมก็มี”

ปัญหา ข้อที่ว่าอาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นนั้นหมายถึงอาสวะประเภทไหน และการเห็นนั้นเห็นอย่างไร ?
พุทธดำรัสตอบ “...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย .... เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญขึ้น..... ปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า ....

ไม่ควรคำนึงอดีตหรืออนาคต ปัญหา ข้อที่ว่าอาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นนั้นหมายถึงอาสวะประเภทไหน และการเห็นนั้นเห็นอย่างไร ?
พุทธดำรัสตอบ “...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย .... เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญขึ้น..... ปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า “เราได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ เราไม่ได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรแล้วจึงเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักมีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักไม่มีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไร แล้วจึงจักเป็นอะไรหนอ หรือว่าปรารภกาลปัจจุบัน ในบัดนี้ มีความสงสัยขึ้นภายในว่าเรามีอยู่หรือเราไม่มีหรือ เราเป็นอะไรหนอ เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ และมักจักไป ณ ที่ไหน ...

ทิฐิเกี่ยวกับอัตตา และอนัตตา ปัญหา ทิฐิเกี่ยวกับอัตตา และอนัตต?
พุทธดำรัสตอบ “...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย .... เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญขึ้น..... ปุถุชนมนสิการโดยไม่แยกคายอย่างนี้ว่า ...
“เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ ทิฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาทิฐิ ๖ ย่อมเกิดขึ้น ... แก่ปุถุชนนั้นว่า (๑) อัตตาของเรามีอยู่หรือว่า (๒) อัตตาของเราไม่มี (๓) เราย่อมรู้อัตตาด้วยอัตตา หรือว่า (๔) เราย่อมรู้อนัตตาด้วยอัตตา หรือว่า (๕) เราย่อมรู้อัตตาด้วยอนัตตา ..... (๖) อัตตาของเรานี้ได้เป็นผู้เสวย (ในอดีต) ย่อมเสวย (ในปัจจุบัน) วิบากของกรรมทั้งดีทั้งชั่วในอารมณ์นั้น ๆ ก็ตนของเรานี้นั้นเป็นของเที่ยง ยั่งยืนติดต่อ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาจักตั้งอยู่อย่างนั้น เสมอด้วยสิ่งยั่งยืนแท้ ข้อนี้เรากล่าวว่าทิฐิ ชัฏคือทิฐิ ทางกันดารคือทิฐิ เสี้ยนหนามคือทิฐิ ความดิ้นรนคือทิฐิ สิ่งที่ประกอบสัตว์ไว้ คือทิฐิ.... เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ผู้ประกอบด้วย ทิฐิ สังโยชน์ ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมพ้นจากทุกข์ ..

ธรรมที่ควรมนสิการคืออริยสัจจ์ ๔พุทธดำรัสตอบ “ …. อริยสาวกนั้นย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าจะพึงละได้เพราะการเห็น”

การละอาสวะด้วยการสังวร ปัญหา ข้อที่ว่า อาสวะ อาจละได้ด้วยการสังวรนั้นหมายความว่าอย่างไร ?
พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในจักขุนทรีย์ ... ในโสตินทรีย์ ... ในฆานินทรีย์ .....
ในชิวหินทรีย์ ...... ในมนินทรีย์ ..... ก็อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใดพึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ผู้ไม่สำรวมในมนินทรีย์อยู่ อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในมนินทรีย์อยู่อย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่าจะถึงละได้เพราะการสังวร ฯ”

การละอาสวะด้วยการพิจารณาเสพ
ปัญหา ข้อที่ว่า อาจจะละอาสวะได้ด้วยการพิจารณาเสพนั้นหมายความว่าอย่างไร ? พิจารณาอะไร ? เสพอะไร ?
พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวรเพียงเพื่อกำจัดความหนาวร้อน สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อจะปกปิดอวัยวะที่ให้ความละอายกำเริบ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพบิณฑบาต มิใช่เพื่อจะเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา มิใช่เพื่อประดับ มิใช่เพื่อตบแต่ง เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่เพื่อให้เป็นไป เพื่อกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่าจะกำจัดเวทนาเก่าเสียด้วยจะไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย ความเป็นไป ความไม่มีโทษและความอยู่สบายด้วย จักมีแก่เรา ฉะนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วย่อมเสพเสนาสนะเพียงเพื่อกำจัด หนาวร้อน สัมผัสแห่งเหลือบยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายแต่ฤดูเพื่อรื่นรมย์ในการออกเร้นอยู่ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพบริขารคือยา อันเป็นปัจจัยแก่คนไข้เพียงเพื่อกำจัดเวทนาที่เกิด แต่อาพาธต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อความเป็นผู้ไม่มีอาพาธเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง ฯ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนี้ ผู้ไม่พิจารณาเสพปัจจัยอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้พิจารณาเสพอยู่อย่างนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่าจะพึงละได้ด้วยการพิจารณาเสพฯ

"The happiness Club"

ท่านเห็นรายการต่างๆแล้วสามารถรับฟังได้นอกจากการถ่ายทอดสดจากสถานีเพียงคลิกเลือกแต่ควรปิดเสียง

การถ่ายทอดชั่วขณะจึงจะสามารถฟังเสียงสวดมนต์หรือเพลงที่อยากฟังได้ด้วยตัวท่านเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพจิตรกรรม

โดยคุณทิศารัตน์ อารีพงษ์

วิถีไทย-วิถีพุทธ

เรือนไทยวิถีไทย