CO.CC:Free Domain

ฟังธรรมะวันละนิดจิตแจ่มใส

  เมืองไตรตรึงษ์  ตั้งอยู่ที่บ้านวังพระธาตุ ตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมือง ฯ  เป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบสามชั้น
ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน กว้างประมาณ ๘๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๔๐ เมตร ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงด้านตะวันตก แต่ไม่ได้ใช้ลำน้ำเป็นคูเมือง เพราะพบร่องรอยคูเมืองเดิมขนานกับแนวแม่น้ำ  แนวกำแพงเมืองด้านเหนือที่อยู่ติดกับแม่น้ำ บางส่วนได้ถูกกระแสน้ำเซาะพังทลาย
             บริเวณกลางเมืองมีโบราณสถานขนาดใหญ่สองแห่ง แห่งแรกเรียกว่า เจดีย์เจ็ดยอด เป็นกลุ่มเจดีย์ก่อด้วยอิฐ  เจดีย์ประธานมีเป็นทรงดอกบัวหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ฐานล่างเป็นแบบฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสี่ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวคว่ำและบัวหงาย แล้วเป็นส่วนเรือนธาตุย่อไม้ยี่สิบ ส่วนยอดหักพังลงมาหมด ฐานด้านหน้าหรือด้านตะวันออกทำเป็นซุ้มพระยื่นออกมา เป็นแบบเจดีย์ที่นิยมสร้างในสมัยสุโขทัย รอบเจดีย์ประธานมีฐานเจดีย์ราย เล็ก ๆ ก่อด้วยอิฐอยู่หลายองค์
             โบราณสถานอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเจดีย์เจ็ดยอด ห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร  เป็นเจดีย์ทรงกลมหรือทรงระฆังขนาดใหญ่ ก่อด้วยอิฐ มีฐานวิหารและฐานเจดีย์ราย เล็ก ๆ ก่อด้วยอิฐเช่นกัน
             ตามผิวดินในเมือง พบเศษภาชนะดินเผาทั้งประเภทเครื่องเคลือบแบบสุโขทัยที่เรียกว่า เครื่องถ้วยสังคโลก เศษภาชนะดินเผาเนื้อเครื่องดิน และชนิดเผาแกร่งไม่เคลือบ จากการขุดค้นพบว่า ถัดจากชั้นดินที่พบเศษภาชนะดินเผาแบบสุโขทัย พบโบราณวัตถุสมัยทวารวดี เช่น เศษภาชนะดินเผา ลูกปัดแก้ว และชิ้นส่วนตะเกียงดินเผา  สำหรับชิ้นส่วนตะเกียงดินเผานั้น เป็นแบบที่พบทั่วไปตามแหล่งทวารวดี ในเขตภาคกลางแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้สันนิษฐานได้ว่า บริเวณเมืองไตรตรึงษ์ ก่อนจะเป็นบ้านเมืองในสมัยสุโขทัย ได้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แล้วในสมัยทวารวดี แต่อาจจะไม่เป็นเมืองหรือชุมชนใหญ่ เป็นเพียงชุมชนที่อยู่บนเส้นทางคมนาคมริมฝั่งแม่น้ำปิง ที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือกับที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
             นอกเมืองไตรตรึงษ์ทางทิศตะวันออกตามลำน้ำปิง มีโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเรียกว่า วัดวังพระธาตุ เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงดอกบัว หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบศิลปะสุโขทัย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ยังเห็นรูปทรงทางสถาปัตยกรรมขององค์เจดีย์ได้ครบถ้วน เป็นเจดีย์ทรงดอกบัวที่นับว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาเจดีย์แบบเดียวกันทั้งในเขตเมืองกำแพงเพชรและเมืองสุโขทัย
             บริเวณที่ตั้งเมืองไตรตรึงษ์เดิมเป็นป่าทึบไม่มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐาน มีเฉพาะบริเวณริมน้ำใกล้กับวัดวังพระธาตุเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ดงแสนปม
             บริเวณที่มีคูน้ำและคันดินรูปสี่เหลี่ยม  อยู่ทางด้านทิศใต้ของเมือง
ไตรตรึงษ์ มีแนวคันดินตัดออกจากแนวกำแพงเมืองไตรตรึงษ์ออกไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ไปถึงบริเวณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๒๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๓๐๐ เมตร เนินดินขนาดเล็กที่ปรากฏ น่าจะเป็นป้อมมากกว่าที่อยู่อาศัยอาจจะเป็นป้อมหน้าด่านของเมืองไตรตรึงษ์ ไม่ปรากฏซากศาสนสถาน บนผิวดินพบเศษภาชนะดินเผาเคลือบแบบสุโขทัยและชนิดเผาแกร่ง ไม่มีเคลือบ เช่นเดียวกับที่พบบริเวณเมืองไตรตรึงษ์
ตั้งอยู่ที่ตำบลไตรตรึงษ์ เป็นเมืองเก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยสิริกษัตริย์เชียงราย ซึ่งได้หนีข้าศึกจากเชียงรายลงมาสร้างเมืองนี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1542 ปัจจุบันโบราณสถานต่างๆ ทรุดโทรมลงมาก เหลือเพียงซากเจดีย์และเชิงเทินเท่านั้นการเดินทาง ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เส้นทางสายกำแพงเพชร – นครสวรรค์ ไปประมาณ 18 กิโลเมตร มีป้ายบอกด้านซ้ายมือ

Copyright 2008 ขออนุโมทนาบุญแด่ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรรมครั้งนี้ www.paramattha.com Thailand รับชมได้ดีในระบบADSL

ดาวดึงส์ แปลว่า ๓๓ มีชื่ออีกอย่างว่า ไตรตรึงษ์ เป็นชื่อของสวรรค์ เป็นที่ประทับอยู่ของเทพผู้เป็นใหญ่ซึ่งเป็นสหายกัน ๓๓ องค์ โดยมีสมเด็จอมรินทราธิราชหรือท้าวสักกะทรงเป็นประธานท่านเรียกสวรรค์ชั้นนี้ว่า ตาวติงสาภูมิ แปลว่า ภูมิเป็นที่อยู่ของเทพ ๓๓ องค์

ท้าวสักกะนั้น ในชาติก่อนเกิดเป็นมนุษย์ในนครราชคฤห์ มีชื่อว่า มฆมาณพ เป็นคนใจบุญกุศล มีความเสียสละมากได้ชักชวนสหายของตน ๓๒ คนพัฒนาท้องถิ่น สร้างศาลา ทำถนนหนทาง ที่อยู่ ที่นั่ง ที่ยืนเเป็นต้น อันเป็นสาธารณประโยชน์และได้บำเพ็ญคุณธรรมสำคัญ เรียกชื่อว่า วัตตบท ๗ ประการ ได้แก่เลี้ยงดูบิดามารดาโดยเคารพ ๑. ยำำเกรงต่อผู้เจริญวัยในตระกูล ๑.กล่าวถ้อยคำไพเราะสุภาพ ๑.ไม่กล่าวคำส่อเสียด ๑.ไม่ตระหนี่ ๑.ตั้งมั่นในสัจสุจริต ๑.ไม่ฟุ้งซ่านด้วยความโกรธ ๑.

มฆมาณพได้ทำความดีเป็นตัวอย่างและสอนบุคคลในท้องถิ่นให้ละเว้นอบายมุขมั่นอยู่ในเบญจศีลจึงมีบริวารมากใครๆเ คารพนับถือและรักเขาทำให้ผู้ใหญ่บ้านผู้ต้มเหล้าขายไม่พอใจคอยหาเรื่องจับผิดอยู่เสมอเพราะขัดผลประโยชน์ที่เขาจะพึงได้คราวหนึ่ง ได้มีกลุ่มโจรเข้าไปปล้นชาวบ้าน กวาดเอาทรัพย์สินไปจำนวนมาก ผู้ใหญ่บ้านจึงไปเฝ้ากราบบังคมทูลพระราชาว่า " บัดนี้ได้มีโจรร้ายประมาณ ๓๐ คนเศษ ปล้นชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ขอพระองค์ได้โปรดช่วยพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด" พระราชาจึงตรัสว่า " เจ้าจงไปจับพวกโจรทั้งหมดมาให้เราเดี๋ยวนี้"ผู้ใหญ่บ้านได้โอกาสที่จะกำจัดผู้ขัดผลประโยชน์ของตนให้สิ้นซาก จึงพาสมุนไปล้อมจับชายทั้งหมด ซึ่งมี มฆมาณพเป็นหัวหน้านำไปเฝ้าพระราชา ทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตชายทั้งหมดโดยวิธีนำช้างมาให้เหยียบพวกเขาทั้งๆ ที่ไม่ได้สอบสวนหาพยานหลักฐานใดๆชายทั้งหมดที่ถูกกล่าวหา ถูกบังคับให้นอนเรียงรายกลางพระลานหลวง ขณะเดียวกันช้างก็ถูกนำมาเพื่อเตรียมพร้อมจะให้เหยียบ มฆมาณพ รู้ตัวว่าจะต้องถูกลงโทษทัณฑ์อย่างนั้นจึงกล่าวเตือนให้สหายทั้งปวงทำใจให้พร้อม คือให้รำลึกถึงความดีที่สั่งสมมา แล้วแผ่เมตตาแก่คนที่ปองร้าย แก่พระราชา แก่ช้าง และแก่ตัวเอง ชายผู้เป็นสหายของเขาได้ตั้งใจมั่นแผ่เมตตาพร้อมเพรียงกันเมื่อถึงเวลา ทหารได้ไสช้าง ดาหน้าไปยังชายทั้งหมดที่นอนอยู่ แต่แล้วทุกคนที่มาชุมนุมกันดูอยู่ก็ตะลึงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อช้างไม่กล้าเข้าไปเหยียบชายเหล่านั้น แม้ทหารจะพยายามบังคับช้างอย่างไรๆ ก็ไร้ผล ในที่สุดช้างได้ร้องเสียงแปร้นวิ่งหนีไปพระราชาทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นจึงตรัสว่า " คนเหล่านั้นคงมียาอะไรซ่อนอยู่ในมือ จึงทำให้ช้างตกใจวิ่งหนีไป จงช่วยกันค้นดูซิ" ทหารค้นดูจนทั่วไม่เห็นมียาอะไรเลยขณะนั้นที่ปรึกษาของพระราชาได้เสนอแนะว่า " คนเหล่านี้คงมีมนต์สะกดช้างได้" พวกทหารจึงไป ถามมฆมาณพ มฆมาณพตอบว่า " มีมนต์ร่าย" และอธิบายว่า " มนต์ของข้าพระองค์ไม่เหมือนกับที่คนอื่นทำกัน แต่พวกข้าพระองค์ร่ายมนต์คือเมตตากรุณาด้วยใจบริสุทธิ์โดยปฏิบัติตามศีล ๕ เคร่งครัด ระเจ้าข้า"พระราชาตรัสถามว่า " ศีล ๕ คืออะไร" มฆมาณพได้กราบทูลว่า " พวกข้าพระองค์งดเว้นทำชั่ว ๕ ประการ คือ ไม่ทำลายชีวิตใครๆ ๑ ไม่ลักขโมยทรัพย์สินของใครๆ ๑ ไม่ประพฤติผิดในกาม ๑ ไม่พูดปด ๑ ไม่เสพย์สุราเมรัยยาเสพย์ติดใดๆ ๑ เป็นเวลานานแล้วด้วยการปฏิบัติตามศีลดังกล่าว พวกข้าพระองค์จึงไม่มีเวรไม่มีภัย ช้างทั้งหลายก็ไม่ทำร้ายข้าพระองค์ นี่แหละคือมนต์ของข้าพระองค์พระเจ้าข้า"พระราชาได้ทรงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงตัดสินพระทัยลงอาญาแก่ผู้ใหญ่บ้าน โดยสั่งให้ริบทรัพย์สมบัติทุกอย่างของเขาและนำไปแจกจ่ายแก่มฆมาณพพร้อมทั้งบริวาร

เป็นอันว่า คนทำดีแม้จะมีผู้ให้ร้ายป้ายสีทำลายหาเรื่องต่างๆ ในที่สุดก็ปรากฏว่า คนดีจริงย่อมพ้นเวรภัยอันตรายมฆมาณพพร้อมทั้งบริวารเมื่อพ้นอันตรายได้ก็ยิ่งมีกำลังใจในการทำความดีเพิ่มขึ้น จึงยิ่งบำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวมมากขึ้น โดยเขาได้สร้างศาลาขนาดใหญ่ริมทางที่ ๔ แยก เพื่อต้อนรับคนที่สัญจรไปมาภรรยาของมฆมาณพมี ๔ คน คนแรกชื่อสุธรรมา ขอร่วมทำบุญด้วยการเป็นเจ้าภาพสร้างช่อฟ้าศาลา คนที่สองชื่อสุจิตรา ขอร่วมบุญด้วยการสร้างสวนดอกไม้สวยงามรอบศาลานั้น คนที่สามชื่อสุนันทา ขอร่วมทำบุญด้วยการสร้างสระบัวสวยงามรอบศาลานั้น ส่วนภรรยาคนที่สี่ชื่อสุชาดา ไม่สนใจทำบุญกุศลใดๆ

เมื่อมฆมาณพพร้อมทั้งบริวารมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข และมีเกียรติยศเป็นระยะเวลานานถึงกาลอายุขัยจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นท้าวสักกเทวราช ผู้ปกครองสวรรค์ และเป็นเทพบุตรผู้เป็นบริวาร พร้อมด้วยภรรยาทั้งสามก็ได้ไปเกิดเป็นชายา ยกเว้นนางสุชาดา ส่วนนางสุชาดาไปเกิดเป็นนางนกยาง ต้องเสียเวลาสร้างกุศลอยู่อีกระยะหนึ่ง ร้อนถึงท้าวสักกะต้องลงมาช่วยสอนให้ถือศีล นางถือศีลบริสุทธิ์ได้ตายไปเกิดเป็นลูกสาวช่างหม้อ รักษาศีลบำเพ็ญธรรมดีแล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ คือเกิดเป็นลูกสาวเทพอสูร แล้วได้เป็นชายาของท้าวสักกะในที่สุด

เรื่องนี้เห็นได้ว่า คนทำความดีมีเกียรติ มีสุขสวัสดี ทั้งชาตินี้และชาติต่อๆ ไป ไม่ต้องสงสัย ขอให้ตั้งใจทำความดีอย่างมั่นคง อดทน หมั่นเพียร ไม่ท้อถอย แม้มีอุปสรรคขวากหนามก็อย่ายอมพ่ายแพ้ ในที่สุดก็จะได้บรรลุผลดีสมหวังทุกประการ

คำวิจารณ์

ธรรมชาติคนเราส่วนใหญ่ไม่รู้เบื้องต้นไม่รู้เบื้องปลายในวัฎฎสงสาร หรือสังสารวัฎฎ จึงอาศัยความคิดความรู้ในปัจจุบันอนุมานเอาเองว่า ทำดีไม่ได้ดี จนมีคำกล่าวแบบทุศีลว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" นั่นเพราะไม่สามารถหาสาเหตุในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุดแห่งความจริงด้วยตนเองได้ จึงสรุปเอาดื้อๆว่า ทำดีไม่ได้ดีอย่าทำมันเลยทำชั่วดีกว่าง่ายกว่า เรียกว่า มิจฉาทิฐฐิ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความเห็นที่สามารถนำตนไปอบายภูมิ ไปเกิดในที่ลำบากได้ในที่สุด ในชั้นแรกท่านจึงต้องกำหนดกฏเกณฑ์ว่า ต้องมีสัมมาทิฐฐิเป็นเบื้องต้นในมรรคมีองค์ 8 นั่นคือปัญญาเป็นเลิศนั่นเอง ถ้ายังจิตให้เข้าสู่อริยมรรคหรือมรรคมีองค์ 8 ได้ ท่านกล่าวไว้อย่างน่าสนใจคือ ต้องอาศัยตถาคตโพธิสัทธา นำทางก่อนคือเชื่อตามไปก่อน และหลังจากได้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็สามารถเชื่อตนเองจากการปฏิบัติ โดยมีผลปฏิบัติที่สอดคล้องกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าก็จะตัดสินใจได้เด็ดขาด ข้ามพ้นวิจิกิจฉา หรือความลังเลสงสัยไปได้ นั่นหมายถึงจิตตกสู่กระแสพระนิพพานแล้ว ธรรมดาเราท่านทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ด้วยมิจฉาทิฐฐิเป็นส่วนมาก จึงต้องแสวงหากัลยาณมิตร ช่วยสนับสนุนส่งเสริมในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง จึงเรียกว่าหลุดจากบ่วงมารได้ในที่สุด สาธุ.

สติสัมปชัญญะ

ธรรมชาติที่เป็นคู่ปรับของความประมาท(ความหลง) ยาแก้ความประมาทหรือความหลงได้แก่สติ คือความระลึกได้ในอารมณ์ปัจจุบัน สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว(การกำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน)ธรรมทั้งสองเป็นธรรมจัดว่าเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก และยังถูกจัดไว้ใน โพชณงค์ ๗(องค์คุณแห่งการตรัสรู้) อินทรีย์ ๕ พละ ๕ เป็นต้น ผู้ปรารถนาเข้าถึงความดีต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝังสติให้เกิดขึ้นให้มากที่สุด เพราะสติเกิดมากเท่าไรเราก็ห่างอกุศลกรรมมากเท่านั้น แม้เรายังไม่มีปัญญาตัดกิเลสให้ขาดไปจากกมลสันดานได้ ก็ยังได้เครื่องปัองกันอย่างดี ทั้งปัจจุบันและอนาคต มิให้ตกต่ำลงไปสู่อบายภูมิได้ การฝึกฝนให้เกิดก็สามารถทำได้ไม่ยาก สะสมเข้าทุกวัน หยดน้ำวันละหยดหยาดก็อาจเต็มภาชนะได้ในที่สุด การเจริญสติภาวนา จึงสำคัญที่สุด ลางคนชอบเจริญสมาธิภาวนา ก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ขณะเดียวก็ให้โทษได้ เมื่อจิตตั้งมั่นมากเกินไป ก็จะติดความสงบระงับนั้น ความเพียรก็จะย่อหย่อน เมื่อเพียรมากไปก็จะกลายเป็นดิ้นรนกระสับกระส่าย หรือเมื่อมีสัทธามากไปก็จะเชื่อง่าย นำไปสู่ความไม่รับรู้ หรือปัญญามากไปก็จะฟุ้งซ่านไปต่างๆนาๆ ยึดมั่นถือมั่นจิตไม่น้อมไป ท่านจึงจัดไว้เป็นคู่ เช่นสัทธาคู่กับปัญญา วิริยะคู่กับสมาธิ ต้องรักษาสมดุลย์ให้เท่ากัน มีสติเท่านั้นที่ไม่มีโทษ ยิ่งมากยิ่งดี เราพึงรีบเจริญสติเถิด พัฒนาให้เป็นสัมมาสติและเป็นมหาสติในที่สุด.

ความกลัวบางอย่างเกิดจากตนเป็นเหตุ

ปัญหา มีผู้กล่าวว่า ความหวาดกลัวบางอย่างเกิดจากความเข้าใจผิดของตนเอง มีความจริงเพียงใด และจะกำจัดความหวาดกลัวชนิดนี้ได้อย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริว่า ไฉนหนอเราพึงอยู่ในราตรี ... ที่กำหนดกันว่า ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักข์..... พึงอยู่ในเสนาสนะคือ อารามเจดีย์ วนเจดีย์ รุกขเจดีย์ น่าสะพรึงกลัว น่าขนพองสยองเกล้า.... ถ้ากระไร เราพึงเห็นความกลัวและความขลาด ดังนี้ ดูก่อนพราหมณ์ ต่อมา เราอยู่ในราตรี ... เห็นปานนั้น อยู่ในเสนาสนะเห็นปานนั้น .... ก็เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเห็นปานนั้น เนื้อมาก็ดี นกยูงทำไม้ให้ ตกลงมาก็ดี หรือว่าลมพัดใบไม้ให้ตกลงมาก็ดี เรานั้นได้มีความดำริอย่างนี้ว่าแน่นอน ความกลัวและความขลาดนั้นกำลังมา เราได้มีความดำริอย่างนี้ว่าไฉนหนอเราจึงเป็นผู้ปรารถนาภัยอยู่โดยแท้ ทำอย่างไรหนอเราจะพึงกำจัดให้ความหวาดกลัวและความขลาด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ?”
ภยเภรวสูตร มู. ม. (๔๕)

ความเห็นอันถูกต้องของพระสาวก

ปัญหา สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องมีทรรศนะเกี่ยวกับชีวิตอย่างไร จึงจะถือว่าถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนอัคคิเวสสะ สาวกของเราในพระธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึงทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็เป็นแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้

“ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตนฯ”
จูฬสัจจกสูตร มู. ม. (๔๐๑)


"The happiness Club"

ท่านเห็นรายการต่างๆแล้วสามารถรับฟังได้นอกจากการถ่ายทอดสดจากสถานีเพียงคลิกเลือกแต่ควรปิดเสียง

การถ่ายทอดชั่วขณะจึงจะสามารถฟังเสียงสวดมนต์หรือเพลงที่อยากฟังได้ด้วยตัวท่านเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพจิตรกรรม

โดยคุณทิศารัตน์ อารีพงษ์

วิถีไทย-วิถีพุทธ

เรือนไทยวิถีไทย